จอมทัพไทยกับทหารนาวิกโยธิน

 

     ในอดีตกาลการทำสงครามนั้น พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นจอมทัพ เช่น พระมหาอุปราชมักออกนำทัพสู้รบกับศัตรูอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นเพื่อเป็นการบำรุงขวัญแก่เหล่านักรบแล้ว พระมหากษัตริย์จึงได้หมั่นหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนและดูแลความเป็นอยู่ของเหล่านักรบของพระองค์ จึงถือเป็นพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ รูปแบบของสงครามได้เปลี่ยนแปลงไป จนพระมหากษัตริย์ไม่สามารถออกไปนำทัพเพื่อสู้รบกับศัตรูได้ก็ตาม แต่พระมหากษัตริย์ไทยก็ยังคงเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียน เหล่าทหารหาญถึงสมรภูมิรบ และในโอกาสต่าง ๆ อยู่เป็นเนื่อง ๆ สำหรับทหารนาวิกโยธิน ซึ่งเป็นหน่วยกำลังรบหน่วยหนึ่งที่ได้รับมอบความรับผิดชอบในการปฏิบัติการป้องกันประเทศ ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศหลายพื้นที่ ดังนั้นจึงมักได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลปัจจุบัน โดยเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียน กำลังนาวิกโยธินในทุกสมรภูมิที่มีการรบและการฝึกต่าง ๆ นอกจากนั้นพระองค์ยังได้เสด็จทรงประกอบพิธีต่าง ๆ ในหน่วยทหารของนาวิกโยธินหลายครั้ง นับตั้งแต่พระองค์ เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ เป็นต้นมา ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ ดังกล่าวมีดังนี้

 

เสด็จทอดพระเนตรการยกพลขึ้นบก ที่หาดบางแสน

 

      ในสมัยที่ท่าน จอมพลเรือ หลวงยุทธศาสตร์โกศล ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารเรือ นั้น ท่านจะดำรงนโยบายที่ปลุกปลอบขวัญทหารเรือ และเสริมสร้างความนิยม ทหารเรือให้บังเกิดแก่ประชาชนเสมอมา ในปี พ.ศ.๒๔๙๗ กรมอู่ทหารเรือได้ดำเนินการซ่อมเรือรบทุกลำที่มีอยู่ให้สามารถแล่นได้จนเกือบครบทุกลำ ท่านผู้บัญชาการทหารเรือ จึงกำหนดให้มีการสวนสนามทางเรือขึ้นในวันกองทัพเรือ วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ณ บริเวณหาดบางแสน โดยได้กราบบังคมทูลพระบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเป็นประธานตรวจพลสวนสนามทางเรือ นอกจากนั้นทางกองทัพเรือยังได้ประกาศเชิญชวนประชาชนให้ไปชมด้วย เพราะนอกจากจะมีการสวนสนามทางเรือ ซึ่งเป็นการสวนสนาม อยู่ในทะเลแล้วที่ชายหาดบางแสนยังมีการแสดงการยกพลขึ้นบกของหน่วยนาวิกโยธินให้ประชาชนได้ชมด้วย

      การแสดงการยกพลขึ้นบกของหน่วยทหารนาวิกโยธิน ในครั้งนั้นได้แสดงกันอย่างตื่นเต้นหวาดเสียวโดยได้มีการวางระเบิดสมมุติ และทำให้ระเบิดตามขั้นตอนของการยกพลขึ้นบก ซึ่งเริ่มต้นด้วยการจัดส่งมนุษย์กบใช้เรือยางเข้าสำรวจชายหาดและทำลายทุ่นระเบิดที่วางป้องกันชายหาดไว้จนถึงขั้นที่ใช้เรือเปิดหัวนำกำลังพลนาวิกโยธินมาเกยหาด เพื่อส่งหน่วย ทหารนาวิกโยธินบุกขึ้นชายหาดโดยมีขบวนเรือรบแปรขบวนยิงสนับสนุนด้วย ปืนใหญ่เป็นฉากป้องกัน และรบกวนฝ่ายกำลังต่อต้านบนบก ทำให้เกิดระเบิดสมมุติขึ้นตามที่ต่าง ๆ ซึ่งได้ เตรียมวางระเบิดเป็นจุดเอาไว้ก่อนแล้ว ทำให้เป็นที่ตื่นเต้นเร้าใจ จนกระทั่งหน่วยยกพลขึ้นบกได้ขึ้นฝั่งเป็นผลสำเร็จ และสามารถยึดที่หมายบนฝั่งได้เป็นอันจบการแสดง

 
         
 

ทรงพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ “ ราชนาวิกโยธิน”

 

      วันหนึ่งในปลายเดือน เมษายน ๒๕๐๒ นาวาเอก สนอง นิสาลักษณ์ ผู้บัญชาการกรมนาวิกโยธิน ได้ปฏิบัติหน้าที่เวรราชองครักษ์ ณ ศาลาเริงพระราชวังไกลกังวลหัวหิน ขณะที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเกษมสำราญกับการทรงดนตรีอยู่นั้น ทรงมีรับสั่งให้ นาวาเอก สนอง นิสาลักษณ์ ขึ้นไปร้องเพลง “ นาวิกโยธิน” นาวาเอก สนอง ฯ ได้กราบบังคมทูลตามความจริงว่า เพลงนาวิกโยธินยังไม่มี และได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานเพลงประจำหน่วยนาวิกโยธินต่อพระองค์ท่านในโอกาสดังกล่าว ต่อมา ในวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้พระราชนิพนธ์มาร์ช “ ราชนาวิกโยธิน” แด่ทหารนาวิกโยธิน นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม แก่เหล่าทหารนาวิกโยธินเป็นอย่างยิ่ง และต่อมาคณะนายทหารนาวิกโยธินก็ได้ร่วมกันประพันธ์คำร้องขึ้น

 
       
 

      วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๐๒ กองทัพเรือและสถานเอกอัครราชทูต สหรัฐฯ ได้ร่วมกันจัดการแข่งขันฟุตบอล ระหว่างหมู่เรือสะเทินน้ำสะเทินบกของกองเรือที่ ๗ สหรัฐฯ และราชนาวีไทย เพื่อเก็บเงินสมทบทุน “ มหิดล” ณ สนามศุภชลาศรัยกรีฑาสถานแห่งชาติ ในการนี้ กองทัพเรือและหมู่เรือของสหรัฐฯ ดังกล่าว ได้ร่วมกันจัดการแสดงของทหารนาวิกโยธินไทย-สหรัฐฯ มีการแสดงแฟนซีดรีลของทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ก่อนการแสดงของทหารนาวิกโยธินไทย รองผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ถวายบังคมทูลขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาต ให้วงดุริยางค์ราชนาวีบรรเลงเพลง “ ราชนาวิกโยธิน” เป็นปฐมฤกษ์ และการแสดงของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ก็เช่นเดียวกัน นาวาเอก KING ผู้บังคับหมู่เรือสะเทินน้ำสะเทินบกสหรัฐฯ ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วงโยธวาฑิตนาวิกโยธินสหรัฐ ฯบรรเลงเพลง “ ราชนาวิกโยธิน” ซึ่งก็จบลงท่ามกลางเสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวอย่างไม่เคย ปรากฏมาก่อนทั้งสองวง ก่อนปิดพิธีทั้งสองวงได้ร่วมกันบรรเลงเพลง “ ราชนาวิกโยธิน” อีกครั้งหนึ่ง

      นับตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน เพลง “ ราชนาวิกโยธิน” จึงเป็นเพลงประจำหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินที่มีคุณค่ายิ่ง

 
 

เสด็จพระราชดำเนินตรวจพลสวนสนาม

 
      เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๐๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงตรวจพลสวนสนาม แสดงแสนยานุภาพของ หน่วยทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ เนื่องในการเสด็จพระราชดำเนินกลับจากเยือนสหรัฐอเมริกา และยุโรป
 
   
 

      ในโอกาสที่เจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาว เสด็จ ฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการและเป็นพระราชอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ในวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๐๖ ได้เสด็จ ฯ นำ เจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาว ไปทอดพระเนตร กิจการกรมนาวิกโยธิน และเมื่อเสด็จถึงกรมนาวิกโยธินทรงนำเจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาว ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ รวมทั้งได้เสด็จ ฯ ทอดพระเนตรการแสดงดริลทีมของนักเรียนจ่านาวิกโยธิน และ การแสดงการยกพลขึ้นบกของทหารนาวิกโยธินที่ได้จัดถวายด้วย

 
 
      เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๐๘ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเรือใบที่อ่าวพัทยาแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จฯ ยังหาดเตยงาม (อ่าวนาวิกโยธิน) เป็นการส่วนพระองค์ นอกจากจะเป็นการทรงพักผ่อนส่วนพระราชอิริยาบถตาม พระราชอัธยาศรัยแล้ว ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทอดพระเนตรพระอาทิตย์ตก ณ หาดเตยงามอีกด้วย ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ถึงสโมสรเรือใบ ( MARINE BOAT CLUB ) หาดเตยงาม เวลาประมาณ ๑๗๐๐ และได้พระราชทาน โอกาสให้ หารนาวิกโยธินและ แม่บ้านทหารนาวิกโยธินเข้าเฝ้าฯ โดยใกล้ชิดสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รับสั่งว่า “ วันนี้พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทรงเรือใบที่พัทยา ที่ได้มาสัตหีบเพราะพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่าเราไปดู SUNSET ที่สัตหีบ กันดีกว่า เมื่อมาถึงแล้วรู้สึกพอใจมากเพราะวิวสวยและหาดสะอาดดี เวลาโรงเรียนปิดเทอมถ้าลูก ๆ ได้มาเที่ยว คงชอบ” บรรดาแม่บ้านนาวิกโยธิน ได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราช ดำเนิน ไปที่หาดทราย พระองค์ทรงพระสำราญพระราชอิริยาบถอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ได้เวลาพระอาทิตย์ตกพอดี วันนี้พระอาทิตย์ตกได้สวยที่สุด เพราะไม่มีเมฆบังดวงอาทิตย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทอดพระเนตรดวงอาทิตย์สีแดงเข้มค่อย ๆ จมลงทีละน้อย ๆ จนกระทั่งจมหายลงไปในทะเล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รับสั่งถามแม่บ้านนาวิกโยธินว่า “ เคยดูพระอาทิตย์ตกบ่อย ๆ หรือเปล่า” แม่บ้านนาวิกโยธิน กราบบังคมทูลว่าไม่มีใครเคยดูมาก่อนอย่างจริงจังเพราะเวลานี้เป็นเวลาที่ต้องทำกับข้าวหรือไม่ก็กำลังทำธุระอื่น ๆ ไม่เคยได้ดูพระอาทิตย์ตกอย่างสมบูรณ์และสวยงามเช่นวันนี้แม้แต่ครั้งเดียว
 

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระสรวลแล้วทรงมีพระราชเสาวนีย์ว่า

“ บันทึกไว้ซิว่า ได้ดูพระอาทิตย์ตกพร้อมพระเจ้าอยู่หัว”

 
 

ทรงแล่นใบข้ามอ่าวไทย

 

      เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๐๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเรือใบประเภทโอเค ขนาด ๑๓ ฟุต ชื่อ เวคา ( VAGA) จากพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขีนธ์ ตั้งแต่เวลา ๐๔๒๘ ข้ามอ่าวไทย ไปยังอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีระยะทางประมาณ ๖๐ไมล์ทะเล ด้วยพระองค์เองเพียงลำพังพระองค์เดียว ซึ่งทรงใช้เวลาในการแล่นเรือใบในครั้งนี้ถึง ๑๗ ชั่วโมงเต็ม และได้ทรงนำธง “ราชนาวิกโยธิน” ข้ามอ่าวไทย มาด้วยพร้อมทั้งทรงนำธง“ ราชนาวิกโยธิน” ปักเหนือยอดก้อนหินใหญ่ที่ ชายหาดของหาดเตยงาม (อ่าวนาวิกโยธิน) หลังจากทรงปักธง “ ราชนาวิกโยธิน” แล้ว ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยบนแผ่นศิลาจารึก และทรงประทับพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตน์ฯ อยู่ท่ามกลาง ข้าราชการ ทหารและครอบครัวนาวิกโยธิน ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขหรรษาและอบอุ่น

 
      
 
           
 
   
 

เสด็จเยี่ยมทหารนาวิกโยธิน ในโอกาสวันครบรอบหนึ่งปี
ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแล่นเรือใบข้ามอ่าวไทย

 
     
 

       วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๑๐ เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแล่นเรือใบข้ามอ่าวไทย เมื่อ ๑๙ เมษายน ๒๕๐๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญา ได้เสด็จ ฯ ทรงเยี่ยมทหารนาวิกโยธินและครอบครัวที่อ่าวเตยงาม สัตหีบ อีกวาระหนึ่ง ในโอกาสนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำพวงมาลัยพวงใหญ่ คล้องประดับ แผ่นศิลาจารึก ข้อความถวายสดุดีข้อความถวายราชสดุดีและเฉลิมพระเกียรติของพระองค์ไว้

       กรมนาวิกโยธินได้จัดถวาย โดยให้มีบรรยายกาศเช่นเดียวกับคืนวันที่ ๑๙ เมษายน ปีที่แล้ว ทุกประการ แต่มีข้าราชการทหารนาวิกโยธินและครอบครัว แต่งกายแบบชาวเกาะ มากขึ้น และในขณะที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงเรือใบในอ่าวนาวิกโยธิน ชาวเกาะก็ได้พายเรือออกไปห้องล้อมเรือใบพระที่นั่ง จนเมื่อได้เวลาเสด็จฯ ขึ้นหาดชาวเกาะก็พายเรือ ตามเสด็จฯมาด้วย ทั้งสามพระองค์ ทรงพระเกษมสำราญ ท่ามกลางทหารนาวิกโยธิน พร้อมด้วยผู้มีเกียรติที่ตามเสด็จฯ จำนวนมาก บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความสุข ภายใต้พระบารมีปกเกล้าฯ เป็นล้นพ้น เมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่แล้ว จึงได้พร้อมกันตั้งแถวส่งเสด็จฯ พร้อมกับร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีแสดงความจงรักภักดี

 
           
          
            
 

      นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปักธง “ ราชนาวิกโยธิน” เหนือยอดก้อนหินใหญ่ที่ชายหาดของอ่าวนาวิกโยธิน เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๐๙ ข้าราชการ ทหารนาวิกโยธิน และครอบครัว ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ จึงได้จารึกข้อความถวายราชสดุดีและเฉลิมพระเกียรติของพระองค์ไว้บนแผ่นศิลาใต้ธง “ ราชนาวิกโยธิน” นอกจากนั้นยังได้สร้างพลับพลาที่ประทับรับรองไว้สำหรับทรงพักผ่อนสำราญพระราชอิริยาบถ ตามพระราชอัธยาศรัยด้วย

 

ทอดพระเนตรการฝึก “ ทักษิณ ๑๒”

 

      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จ พระราชดำเนิน ทอดพระเนตรการฝึกยกพลขึ้นบก“ทักษิณ ๑๒”ของ ทหารนาวิกโยธิน ณ หาดบ้านทอน จังหวัดนราธิวาส เมื่อ ๑–๒ สิงหาคม ๒๕๑๒

 
            
      
            
 
     
             
 
 

เสด็จพระราชดำเนินตรวจพลสวนสนาม

 
 

ทรงเยี่ยมกองพันเฉพาะกิจนาวิกโยธิน

 
      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเยี่ยม ร้อย.ป.พัน.ฉก.นย.ที่บ้านป่ายาบ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อ ๒๕ มกราคม ๒๕๑๖ น.ต.สมภูรณ์ สุนทรเกตุ ผบ.ร้อย.ป.พัน.ฉก.นย.กำลังถวายรายงาน โดยมี น.อ.ประชา กนิษฐชาติ และ น.ท.สมหวัง ตันเสถียร ผบ.พัน.ฉก.นย.ตามเสด็จ
 
           
 

ทรงเยี่ยมกองพันเฉพาะกิจนาวิกโยธินที่ ๑๘๕

 
      ระว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน พ.ศ.๒๕๑๙ เป็นช่วงระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จ พระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เพื่อทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรที่อยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคใต้ ในโอกาสนี้ ได้เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเยี่ยมหน่วยทหารของ ฉก.นย.๑๘๕ ด้วยโดย เสด็จพระราชดำเนิน เยี่ยมทหารทุก กองร้อยที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ กับได้พระราชทานถุงของขวัญ พระเครื่องและ เครื่องโภคภัณฑ์แก่ทหาร ทุกคนด้วย
 
            
    
            
 

ทรงเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินที่ ๑๙๒

 

     เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๒๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ เสด็จฯ เยี่ยม ฉก.นย.๑๙๒ ณ บ้านทอน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

 
        
 
 

ทรงเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินที่ ๒๐๑

 

      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงเสด็จเยี่ยม ฉก.นย.๒๐๑ ที่บ้านในคุ้ง อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช และทรงมอบพระเครื่องให้กับ น.ท.ศุภนิตย์ จูฑะพุทธิ ผบ.ฉก.นย.๒๐๑ และ กำลังพล และทรงทอด พระเนตร สิ่งของ ที่ยึดได้จาก ผกค.เมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๐

 

ทหารรักษาพระองค์

 
      
คำปฏิญาณของตนของทหารรักษาพระองค์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
 

ข้าพระพุทธเจ้า จักยอมตาย เพื่อรักษาไว้ ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้า

ข้าพระพุทธเจ้า จักจงรักภักดี และถวายความปลอดภัย ต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จนชีวิตหาไม่

ข้าพระพุทธเจ้า จักเชิดชูและรักษาไว้ ซึ่งเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ ของทหารรักษาพระองค์
ทั้งจะปฏิบัติตนให้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
ทุกประการ

 

      สืบเนื่องมาจากการประชุม ผบ.เหล่าทัพประจำเดือน พฤษภาคม ๒๕๒๑ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้เสนอในที่ประชุม ว่ามีความประสงค์จะให้กองทัพอากาศได้มีหน่วย ทหารรักษาพระองค์สักหน่วยหนึ่ง เพื่อเป็น เกียรติประวัติแก่ กองทัพอากาศและที่ประชุมได้พิจารณาว่าถ้ากองทัพอากาศมีหน่วยรักษาพระองค์ก็ควรขอให้ กองทัพเรือ ด้วย ซึ่งในการประชุมของ บก.ทหารสูงสุด ใน ๑ มิถุนายน ๒๕๒๑ ได้พิจารณาเห็นพ้องกันว่า ควรจัดให้มี หน่วยทหารรักษา พระองค์ขึ้นในกองทัพเรือ และกองทัพอากาศ สำหรับกองทัพเรือได้พิจารณาเสนอให้ กองนักเรียนนายเรือ ได้รับ การจัดตั้งเป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์เช่นเดียวกับกรมนักเรียนโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และเสนอให้ กองพันทหารราบที่ ๙ กรมผสมนาวิกโยธิน ได้รับการจัดตั้งให้เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ เพื่อจะได้ทำหน้าที่ รักษาการณ์และถวายความปลอดภัยรอบนอก เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จประทับแรม ที่พระตำหนัก ทักษิณราชนิเวชน์ทำนองเดียวกับที่ทหารกองพันทหารราบที่ ๔ กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ ซึ่งตั้งอยู่ ที่จังหวัดเพชรบุรี ทำหน้าที่ รักษาการณ์รอบนอก ในเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จประทับแรมที่ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน แต่การจัดตั้งกองพันทหารราบที่ ๙ กรมผสมนาวิกโยธินเป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ ในระยะแรกอาจมีปัญหาเกิดขึ้น เนื่องจากหน่วยเหนือคือ กรมผสมนาวิกโยธินไม่ได้เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ สำหรับกองทัพบกนั้น เมื่อหน่วยระดับกองพันทหารราบ เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์แล้ว หน่วยเหนือในระดับ กรมทหารราบย่อมมีฐานะหรือได้รับการจัดตั้งเป็นหน่วยรักษาพระองค์ หากมีปัญหาดังกล่าว ก็ควรแก้ไขอัตรา ของ กรมนาวิกโยธินเสียใหม่ให้สอดคล้องกับกองทัพบกต่อไป ผู้บัญชาการ ทหารเรือได้ลงนามเห็นชอบ เมื่อ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๒๑

       ต่อมา ได้มีการปรับปรุงอัตราการจัดหน่วยของ กรมนาวิกโยธิน ตามคำสั่ง กห ลับมาก (เฉพาะ) ที่ ๑๒๘/๒๕๒๑ ลง ๑๐ ส.ค.๒๑ เรื่อง แก้อัตรากองทัพเรือ พ.ศ.๒๕๐๑ (อัตรากรมนาวิกโยธิน) และ ตามคำสั่ง ทร.(เฉพาะ) ที่ ๓๗๐/๒๑ ลง ๓ ต.ค.๒๑ เรื่อง แก้อัตรากองทัพเรือ พ.ศ.๒๕๐๑ ให้ยกเลิกหน่วยที่ใช้อยู่เดิมคือ กองพันทหารราบที่ ๙ กรมผสมนาวิกโยธิน (พัน.ร.๙ ผส.นย.) เป็น กองพันทหารราบที่ ๙ กรมทหารราบที่ ๓ กรมนาวิกโยธิน (พัน.ร.๙ กรม ร.๓ นย.) กองทัพเรือจึงได้เสนอขอพระราชทานจัดตั้งให้ กองนักเรียนนายเรือ กองพันทหารราบที่ ๙ กรมทหารราบที่ ๓ กรมนาวิกโยธิน และกองบังคับการ กรมทหารราบที่ ๓ กรมนาวิกโยธิน เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ โดยขอให้เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ ในสมัยที่ พลเรือเอก กวี สิงหะ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ และในวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๒๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต สถาปนาหน่วยทหารเป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ ดังนี้ กองบังคับการ กรมทหารราบที่ ๓ กรมนาวิกโยธิน (บก.กรม ร.๓ นย.) เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์
มีชื่อเต็มว่ากองบังคับการ กรมทหารราบที่ ๓ รักษาพระองค์ กรมนาวิกโยธิน (บก.กรม ร.๓ รอ.นย.) กองพันทหารราบที่ ๙ กรมทหารราบที่ ๓ กรมนาวิกโยธิน (พัน.ร.๙ กรม ร.๓ นย.) เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์มีชื่อเต็มกองพันทหารราบที่ ๙ รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ ๓ กรมนาวิกโยธิน (พัน.ร.๙ รอ.กรม ร.๓ นย.) ต่อมาเมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๓๒ ได้รับอนุมัติอัตรากองพลนาวิกโยธินขึ้นการบังคับบัญชาโดยตรงต่อ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ดังนั้นในปัจจุบันจึงเปลี่ยนเป็น กองบังคับการ กรมทหารราบที่ ๓ รักษาพระองค์ กองพลนาวิกโยธิน (บก.กรม ร.๓ พล.นย.) และกองพันทหารราบที่ ๙ รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ ๓ กองพลนาวิกโยธิน (พัน.ร.๙ รอ.กรม ร.๓ พล.นย.)

 
     
 
           
 

ทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท

 

      วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๒๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน “ ค่ายมหาสุรสิงหนาท” จังหวัดระยอง เพื่อทรงประกอบพิธีเปิด “ พระบวรราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท” ณ กองพันทหารราบที่ ๗ กรมผสม นาวิกโยธิน (ปัจจุบัน คือ กองพันทหารราบที่ ๗ กรมทหารราบที่ ๓ กองพลนาวิกโยธิน)

 
 

       เนื่องด้วยที่ตั้งหน่วยทหารของกรมนาวิกโยธิน คือ บก.กรม ร.๓ รอ.นย. และ พัน.ร.๙ รอ. กรม ร.๓ นย. ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตสถาปนาเป็น หน่วยทหารรักษาพระองค์ ยังมิได้มีชื่อค่ายเป็นทางการ ตามแบบธรรมเนียมของ หน่วยทหารนาวิกโยธิน และของเหล่าทัพอื่น เพื่อเป็นเกียรติแก่หน่วยทหาร และเพื่อเป็นการเทอดพระเกียรติ ร้อยเอกหญิง เรือเอกหญิง เรืออากาศเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ในการที่พระองค์ทรงเป็นนายทหารหญิง พรรคนาวิกโยธินพระองค์แรก และทรงเป็นนายทหารพิเศษ ประจำ บก.กรม ร.๓ รอ.นย. ดังนั้น กองทัพเรือจึงได้เสนอกระทรวงกลาโหม กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานชื่อค่าย “ จุฬาภรณ์” เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๔ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานชื่อค่ายตามที่ได้ขอพระราชทานแล้ว

 
     
 

ทรงเปิดอนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธิน

 
 

      อนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธินตั้งอยู่ ณ บริเวณอ่าวนาวิกโยธินตรงจุดตัดระหว่างถนน หลักชัยชนะกับถนนวิถีขุนพลใหม่ ทำให้เกิดวงเวียนอนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธินขึ้น การเลือกที่ตั้งตรงนี้ เพราะถือว่าเมื่อทหารนาวิกโยธิน ในกองพล จันทบุรีทำสงครามที่เรียกว่าสงครามอินโดจีนฝรั่งเศส ได้รับชัยชนะกลับมานั้น ได้เดินทางกลับมาสู่กรมนาวิกโยธิน โดยใช้ถนนสายนี้และได้ตั้งชื่อถนนสายนี้ในเวลาต่อมาว่าถนนหลักชัยชนะ ซึ่งมาตัดกับถนนเลียบ ชายฝั่งทะเล ผ่านหน้ากองบัญชาการกรมนาวิกโยธินไปสู่บ้านพักนายทหารสัญญาบัตรของกรมนาวิกโยธิน ที่เรียกว่า ถนนวิถีขุนพล

      ก่อนการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อให้อนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธินอยู่บริเวณ กึ่งกลางเส้นตัดของถนนหลักชัยชนะ กับถนนวิถีขุนพลด้านชายทะเลจึงต้องถมทะเลออกไป เพื่อเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์และได้ขยายถนนวิถีขุนพล ให้ตัดกับถนนหลักชัยชนะตรงศูนย์กลางอนุสาวรีย์พอดี ทำให้ต้องถมทะเลเลื่อนถนนวิถีขุนพล ตรงบริเวณ หน้ากองบัญชาการซึ่งเดิมเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู เป็นสนามรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๗๔ เมตร ยาว ๒๔๐ เมตร ทำให้เกิดถนนสายใหม่ขึ้น จึงให้ชื่อถนนสายนี้ว่า “ ถนนวิถีขุนพลใหม่” และ วงเวียนที่เกิดขึ้นรอบ ๆ อนุสาวรีย์เรียกว่า “ วงเวียนอนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธิน”

      กอง ช.นย.ได้เริ่มงานปรับถมพื้นที่ เพื่อใช้ในการก่อสร้างบริเวณดังกล่าว เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๒๗ ใช้ดินในการปรับพื้นที่ไปทั้งสิ้น ๑๒๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๒๗ จึงได้เริ่มทำการก่อสร้างฐานล่างของอนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธิน เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๒๗

      รูปร่างของอนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธิน ตัวอนุสาวรีย์เป็นรูปหกเหลี่ยม ซึ่งแต่ละเหลี่ยมแทน ทหารนาวิกโยธิน เหล่าทหารราบ, ทหารปืนใหญ่, ทหารช่าง, ทหารสื่อสาร, ทหารขนส่ง และทหารลาดตระเวน ยอดอนุสาวรีย์ เป็นธงราชนาวิกโยธินหล่อด้วยทองเหลือง เสาธงยาว ๖ เมตร หนัก ๕๐๐ กก. ปักอยู่บนสิ่งอุปกรณ์ ประจำกาย ของทหารนาวิกโยธิน ที่ใช้ในการยกพลขึ้นบกและการรบบนบก ที่เหลืออยู่เบื้องหลังจากการที่ได้ทำการสู้รบ และต้องพลีชีพเพื่อประเทศชาติไปแล้วมีน้ำหนัก ๗,๒๓๖ กก.อนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธินสร้างเสร็จประมาณกลาง เดือนกรกฎาคม ๒๕๒๘

 
     
 

ยุทธการงูเขียวหางไหม้

 

     วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯทอดพระเนตรการสาธิตการยกพลขึ้นบก “ ยุทธการงูเขียวหางไหม้” ของนาวิกโยธินข้ามอ่าวจากสัตหีบมายังหัวหิน พร้อมด้วยวงโยธวาฑิตของกองทัพเรือ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๓๐ ปี ที่ได้พระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ “ราชนาวิกโยธิน” ให้กับทหารนาวิกโยธิน เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๐๒

 
     
 
     
 

การสวนสนามแสดงแสนยานุภาพ ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี

 

      เนื่องในศุภวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ในวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๙ จึงนับเป็นมหามงคลสมัยอันพิเศษยิ่ง ยังคงปลาบปลื้มปิติยินดี มาสู่ประเทสชาติและประชาชนโดยทั่วหน้า รัฐบาลจึงได้จัดงานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ถวายเป็นราชสัการะและถวายชัยมงคลรวมทั้งให้ประชาชนทั้งประเทศได้แสดงความกตัญญูกตเวทิตา และแสดงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างอเนกอนันต์ โดยเฉพาะอย่งยิ่งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ต่อกองทัพไทยอย่างหาที่สุดมิได้ เพื่อเป็นการถวายสักการะ และความกตัญญูกตเวทิตาน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ผู้ทรงเป็นจอมทัพไทย ซึ่งกองทัพไทยได้จัดกิจกรรม จำนวนมากขึ้น เพื่อร่วมในงานฉลองสิริราชสมบัติ ๕๐ ปี และการสวนสนามแสดงแสนยานุภาพของกองทัพไทย เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญยิ่งในการเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธินได้จัดกำลังเข้าร่วมสวนสนามแสดงแสนยานุภาพของกองทัพไทย เนื่องในโอกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๙ ด้วย

การจัดกำลัง

       - ประกอบด้วย ๙ กรม (จากกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ)

       - กรม ๑ – ๘ เป็นกำลังสวนสนามยานยนต์ติดอาวุธ

       - กรม ๙ เป็นกรมนักเรียน

       - กำลังพลรวมทั้งสิ้น ๔,๑๒๐ นาย, ยานพาหนะรวม ๖๒๐ คัน

ในส่วนกองทัพเรือ รับผิดชอบจัดกำลังของ กรม ๗ ประกอบด้วย ๓ กองพัน รวมกำลังพลทั้งสิ้น ๔๒๔ นาย

       - ยานพาหนะประกอบด้วย

             รยบ. ๑/๔ ตัน           จำนวน ๔ คัน

             รยบ. ๑ ๑/๒ ตัน         จำนวน ๓ คัน

             รยบ. ๒ ๑/๒ ตัน         จำนวน ๑๐ คัน

             รยบ. ๕ ตัน              จำนวน ๒ คัน

             รยบ. ๑๐ ตัน             จำนวน ๑๒ คัน

             รถฮัมวี่ ๑ ๑/๔ ตัน        จำนวน ๑๓ คัน

             ยานสะเทินน้ำสะเทินบก ( AAVP-7)       จำนวน ๘ คัน

             เครื่องบิน A-7            จำนวน ๔ เครื่อง

นาวาเอก ทัศนัย กุลศรีสมบัติ      เป็น     ผบ.กรม ๗

        - บก.กรม ๗        จัดกำลังจาก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน

        - พัน.๑             จัดกำลังจาก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน มี นาวาโท เชาวลิต จาดฤทธิ์ เป็น ผบ.พัน.๑

        - พัน.๒             จัดกำลังจาก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน มี นาวาโท ศุภเศรษฐ์ ศิริสังข์ไชย เป็น ผบ.พัน.๒

        - พัน.๓             จัดกำลังจาก หน่วยต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง มี นาวาโท วรรณ์ลบ ทับทิม เป็น ผบ.พัน.๓