มาร์ชราชนาวิกโยธิน
รุกรันฟันฝ่าในธาราสีคราม
สมเป็นดังนามราชนาวีไทย

รบรันฟัดฟาดไม่ขลาดหวั่นไหว
มีศึกมาใกล้ไม่หวั่นครั่นคร้ามริปู
เราราชนาวิกโยธินของไทย
เราร่วมกายใจกันไว้เชิดชู

เป็นแนวปราการรุกทานรบผลาญต่อต้านพร้อมพรู
เข้าฟาดฟันรบรันศัตรูขอสู้ขาดใจ

เมื่อเราเข้าประจัญ จะผลาญให้สิ้นไป
ยอมพลีชีพเพื่อชาติไทย

รีบรุกบุกเข้าตี ไม่หนีสู้เพื่อชัย
กายใจชีวิตมอบเป็นราชพลี
เราราชนาวิกโยธินของไทย ชีวิตมลายคงไว้ศักดิ์ศรี

วิญญาณยืนยงคู่ธงนาวี ดำรงเสรีศัตรูหลีกลี้หนีไป

แม้ชีวาเราจำต้องสิ้นสูญลง
แหลมทองยังคงเป็นขวัญคู่ไทย

นย.เกรียงไกรไว้ลายแม้ตายชื่อไม่สูญไป
ปกป้องไทยทั้งกายและใจขอไทยอยู่คง

 

ประวัติ
ความเป็นมาของเพลงพระราชนิพนธ์ “ ราชนาวิกโยธิน”
โดยคัดลอกมาจาก การเรียบเรียงของ
พล.ร.ต.สนอง   นิสาลักษณ์ อดีต ผู้บังคับการ กรมนาวิกโยธิน
ท่านได้เรียบเรียงไว้ เมื่อ วันที่ ๒๒ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๐๘

มีเหตุการณ์หลายตอนเกี่ยวกับประวัติเพลงราชนาวิกโยธิน จึงค่อนข้างลำบาก สำหรับการรวบรวม อยู่ทั้งที่ผมได้สั่งการไปแล้ว จึงขอถือโอกาสเรียบเรียงมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้
 

     ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับเพื่อนนายทหารหลายท่าน ได้เสนอแนะว่าควรจะได้นำเรื่องรวมความเป็นมาของเพลงราชนาวิกโยธิน ซึ่งมีความสำคัญ อย่างยิ่งของการจัดงานรื่นเริงประจำปี ของ กรมนาวิกโยธินมาเล่าสู่กันฟัง เพราะพวกเราจำนวนมากไม่มีความรู้เรื่องนี้กันมาก่อน ผมมีความเห็นสอดคล้องด้วย แต่ยังหวันใจว่าจะเขียนออกมาในรูปใด จนกระทั่งผมมีโดกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันนี้ และก็ได้นำความดำริขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อทรงวินิจฉัยว่า จะเป็นการสมควรเพียงไร พระองค์รับสั่งว่า “ .....ก็เป็นความจริงใช่ไหม ? นั้นก็น่าจะเล่าให้เขาฟังกันได้เพื่อเขาจะได้รู้กัน... ดีกว่าที่จะให้ไปพูดกันผิด ๆ....” ผมรู้สึก ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และมีความภาคภูมิใจในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างที่ไม่สามารถจะบรรยาย ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรได้ และก็เริ่มเขียนความเป็นมา โดยอาศัยความทรงจำ เพราะมีเวลาอยู่เพียงเท่านี้

 
    
ตามปกติระหว่างปลายเดือนมีนาคมจนถึงเดือนมิถุนายนของทุก ๆ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้เว้นพระราชกรณียกิจ และต้องเสด็จพระราชดำเนินกลับ กรุงเทพมหานคร ในงานพระราชพิธีต่าง ๆ ที่จะต้องทรงปฏิบัติเป็นประจำ หรือที่ทรงได้รับเชิญ ระหว่างประทับแรมที่หัวหิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมี พระราชกระแสรับสั่งเป็นการประจำให้อาชองครักษ์เข้าเฝ้า ฯ และรับพระราชทานอาหารค่ำอย่าง ไม่เป็นทางการได้ทุกวันตามอัชฌาสัย สำหรับคืนวันสิ้นสัปดาห์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงดนตรี และโปรดเกล้า ฯ ให้ทหารเหล่าต่าง ๆ ขึ้นมาร้องเพลง ซึ่งตราบเท่าทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยิ่งทรงเปิดโอกาส และพระราชทานความเป็นกันเองมากขึ้น
 
    
ในคืนวันหนึ่งปลายเดือน เมษายน ๒๕๐๒ ซึ่งเป็นระยะที่ผมเข้าเวรราชองครักษ์ ณ ศาลาเริง พระราชวังไกลกังวล ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กำลังทรงพระเกษมสำราญกับการทรงดนตรี ผมเป็นผู้หนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งให้ขึ้นไปร้องเพลงนาวิกโยธิน ผมต้องกราบบังคมทูล ตามความจริงว่า เพลงนาวิกโยธินยังไม่มีและได้ร้องเพลงทหารเรือถวายแทน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพักจากการทรงดนตรี ได้ทรงละวงดนตรีลงมาประทับข้างล่าง เพื่อพวกเราจะได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท อย่างใกล้ชิด ผมรู้สึกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสำราญเป็นพิเศษ และพระราชทานความเป็นกันเอง มากทีเดียว ในคืนวันนั้นผมได้รับพระราชทานเหล้าองุ่นจากพระหัตถ์ ๑ แก้ว แล้วก็ทรงเตือนสติว่าไม่ต้องอาย ซึ่งทำให้ผมมีความกล้าขึ้นเป็นอันมากนับตั้งแต่นั้นมา และในคืนวันนั้นเอง ผมซึ่งได้รับการสนับสนุนกำลังใจจาก คุณสุรเทิน บุนนาค ก็ค่อย ๆ คลานเข้าไปกราบพระบาทพร้อมกับขอพระราชทานเพลงประจำทหารนาวิกโยธิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำท่าฉงนสนเท่ห์ แต่ก็ไม่ได้รับสั่งว่ากระไร ผมนั่งสำรวมอยู่พักหนึ่งแล้วจึงกราบทูลลาถอยห่างออกมานั่งอยู่ในกลุ่มมิตรสหายต่อไป ขณะนั้นบอกไม่ถูกว่าที่กระทำไปนั้นสมควรหรือไม่เพียงไร แต่เมื่อย้อนกลับมานึกถึงพระราชดำรัสที่ไม่ให้อาย ก็ทำให้สบายใจไปได้ มิตรสหายและท่านที่เคารพหลายท่าน แวะเวียนเข้ามาถามว่ามีกระแสร์รับสั่งว่าอะไร ก็ได้ตอบไปอย่างไม่อายว่า ขอพระราชทานเพลงนาวิกโยธิน ซึ่งต่างก็ได้รับการสนับสนุนว่าต้องได้แน่ แต่วิพากษ์วิจารณ์กันว่าอาจจะช้าหน่อยเพราะคิวยังยาว และบางรายขอมากินเวลาเป็นแรมปี

      ต่อมาวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๐๒ ขณะที่ผมอยู่ที่สัตหีบได้รับโทรเลขราชนาวี จากสมุหราช องครักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งให้เข้าเฝ้า ฯ ในวันรุ่งขึ้น ผมมีความตื่นเต้นเป็นอันมาก และ เดาไม่ออกว่าจะเกี่ยวกับเรื่องอะไร แต่ในขณะนั้น กรมนาวิกโยธินเรากำลังฝึกซ้อมแฟนซีดริลกันอย่างขะมักเขม้น เพื่อเตรียมถวายทอดพระเนตรเป็นครั้งแรกในวันที่ ๕ กรกฎาคม ผมได้เข้าเฝ้า ฯ ตามกำหนดเวลานัดหมายในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ ๒๘ มิถุนายน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังทรงแบดมินตัน ขณะที่คอยอยู่นั้นก็ได้ข่าวว่าจะพระราชทานเพลง ผมมีความรู้สึกเหมือนฝันและตื้นตันไปด้วยปลื้มปิติ เมื่อทรงพักจากการทรง แบดมินตันแล้ว ผมก็เข้าไปกราบพระบาทขณะที่ประทับยืนและพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ “ ราชนาวิกโยธิน” แก่ผมพร้อมกับรับสั่งว่า “ นาวิกโยธินอเมริกันมาครั้งนี้ เขาต้องแสดงเพลงของเขาแน่ให้นำเพลงนี้ไปหาใครช่วยแยกโน้ตและให้แสดงได้ใน วันที่ ๕ กรกฎาคม” ผมกราบลงด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้น แล้วก็รีบนำโน้ตเพลง “ ราชนาวิกโยธิน มาหารือกันว่า จะทำอย่างไรเพราะมีเวลาอยู่น้อยเต็มที ในที่สุดก็ดำเนินการเป็น ๒ ทาง คือขอความร่วมมือจากกองดุริยางค์กองทัพเรือทางหนึ่ง และทางสถานเอกอัครราชทูตอเมริกันอีกทางหนึ่ง

    
เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นนานมาถึง ๖ ปีแล้ว ผมจึงใคร่ทบทวนความจำว่าวันอาทิตย์ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๐๒ นั้นมีอะไรกัน ในวันนั้นกองทัพเรือและสถานเอกอัครราชทูตอเมริกัน ได้ร่วมกันจัดให้มีการแข่งขันฟุตบอล ระหว่างหมู่เรือสะเทินน้ำสะเทินบกของกองเรือที่ ๗ สหรัฐนาวี และราชนาวีไทย เพื่อเก็บเงินสมทบทุน “ มหิดล” เวลา ๑๕๐๐ ณ สนามศุภชลาศัย กรีฑาสถานแห่งชาติ ในการนี้กองทัพเรือและหมู่เรืออเมริกันดังกล่าวแล้วจะได้ร่วมจัดรายการ แสดงของทหารนาวิกโยธิน ไทย – อเมริกัน และมีดนตรีบรรเลง ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เสด็จ ฯ ทอดพระเนตร และมีข้าราชการ คณะทูตานุทูต โดยเสด็จพระราชกุศลครั้งนี้ด้วย

    ดังได้ทราบแล้วว่าสถานเอกอัครราชทูตอเมริกันมีส่วนในการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ เมื่อได้ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเพลง “ ราชนาวิกโยธิน” ให้แก่ กรมนาวิกโยธิน ซึ่งจะมีส่วนร่วมในการแสดงครั้งนั้น ประกอบกับแตรวงของกองพลทหารนาวิกโยธินอเมริกันที่ ๓ ก็จะมีบทบาทในการแสดงด้วย เขาจึงได้ทำทุกอย่างเพื่อความสำเร็จร่วมกัน ซึ่งผมได้ทราบว่าได้มีการใช้ทั้งเครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์กันอย่างเต็มที่ เพราะว่าขณะนั้นหมู่เรือรบอเมริกัน หมู่นี้กำลังจอดอยู่ที่ฟิลิปปินส์และกำลังจะออกเดินทางต่อมายังประเทศไทย ซึ่งในที่สุดเราก็ได้โน้ตที่แยกแล้วมาทันตามกำหนด และเมื่อหมู่เรือรบอเมริกัน หมู่นั้นเข้าเทียบท่าเรือคลองเตยก็ได้ทราบว่าแตรวงของกองพลนาวิกโยธินอเมริกันที่ ๓ ที่อยู่บนเรือลำเลียงลำหนึ่งได้มีโอกาสฝึกซ้อมเพลง “ ราชนาวิกโยธิน” กันเป็นอย่างดีมาแล้ว และพร้อมที่จะบรรเลงได้

    ในที่สุด วันที่ ๕ กรกฎาคม “ ๒๕๐๒ ซึ่งนับเป็นวันประวัติศาสตร์ ที่สำคัญอีกวาระหนึ่งของเพลงพระราชนิพนธ์ “ ราชนาวิกโยธิน” ก็มาถึง รอบสนามศุภชลาศัย กรีฑาสถานแห่งชาติ ที่นั่งทุกแห่งเต็มจนล้นหลามนับเป็นประวัติการณ์ ยิ่งกว่านั้นผู้คนได้ขึ้นไปยืนเต็มไปหมดตามที่สูงทุก ๆ แห่ง รอบ ๆ สนามกีฬา หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ได้เสด็จ ฯ มาถึง และการถวายความเคารพและรายงานต่าง ๆ ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ก่อนการแสดงของนาวิกโยธินไทย รองผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ถวายบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้แตรวงของดุริยางค์ราชนาวี บรรเลงเพลงราชนาวิกโยธินเป็นปฐมฤกษ์ และจบด้วยเสียงปรบมือสนั่นหวั่นไหวอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เมื่อการแข่งขันฟุตบอลครึ่งแรกผ่านไปอย่างครึกครื้นแล้ว ระหว่างที่นักฟุตบอลหยุดพักการแข่งขันก็เป็นรอบของนาวิกโยธินอเมริกันจะต้องแสดง เริ่มด้วยนายนาวาเอก King ผู้บังคับหมู่เรือสะเทินน้ำสะเทินบกอเมริกัน ได้กราบบังคมทูล ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แตรวงนาวิกโยธินอเมริกันบรรเลงเพลง “ ราชนาวิกโยธิน” ซึ่งจบลงท่ามกลางเสียงปรบมือที่มิได้ด้อย ไปกว่าครั้งแรกและภายหลังการแข่งขันฟุตบอล ครึ่งหลังผ่านไปแล้ว ก่อนปิดพิธีในวันนั้นแตรวงทั้งสองวงคือ ของราชนาวี และของนาวิกโยธินอเมริกัน ได้มาตั้งกระบวนเรียงแถวหน้ากระดานหน้าที่ประทับ แล้วร่วมกันบรรเลงเพลง “ ราชนาวิกโยธิน” เป็นการปิดรายการ ซึ่งได้รับการปรบมืออย่างยิ่งใหญ่ที่สุดเมื่อบรรเลงจบลง

     ผมในฐานะกรรมการ ผู้หนึ่งในการจัดงานครั้งนั้น เมื่อเสร็จหน้าที่จากสนามกีฬาแล้วก็รีบ เดินทางเข้าไปในพระราชวังสวนจิตรลดา เพื่อกราบบังคมทูลถึงความรู้สึกของทหารนาวิกโยธิน ในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ วันนั้นเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดนตรี ฉะนั้นเมื่อผมไปถึงบริเวณโรงละคร ก็ได้ยินเสียงการบรรเลงเพลงราชนาวิกโยธินอยู่ ผมถวายความเคารพ แล้วยืนคอยอยู่ห่าง ๆ เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพักจากการบรรเลงเพลงแล้ว ผมจึงได้เข้าไปเฝ้า กราบบังคมทูล และก็ได้รับ พระราชทานพระบรมราโชวาทให้ทหารนาวิกโยธิน หมั่นฝึกซ้อมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น และไม่ใช่การฝึกเฉพาะที่นำมาแสดงนี้ แต่หมายถึงการฝึกในทุก ๆ โอกาส ผมน้อมรับด้วยความซาบซึ้งในความห่วงใยและเมตตา กรุณาที่ทรงมีต่อทหารนาวิกโยธินเป็นอย่างยิ่ง แล้วผมก็เชิญพระบรมราโชวาทมาประกาศให้ทหารทุกคนทราบ

     จะเห็นได้ว่าการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเพลง “ ราชนาวิกโยธิน” แด่ทหารนาวิกโยธินนั้น ตามความเข้าใจของผมก็คือ คงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ทหารหน่วยนี้เป็นทหารที่เข้มแข็งจริงๆ เข้มแข็งตามแบบธรรมเนียมของนาวิกโยธินที่มีชื่อเสียงทั้งหลายและผมในฐานะที่อยู่กรมนาวิกโยธิน มานาน ก็ได้เห็นแล้วว่ากิจการของทหารนาวิกโยธินได้เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ พร้อมที่จะเป็นทหารที่เข้มแข็ง ตามพระราชประสงค์ โดยยึดมั่นในพระบรมราโชวาทอยู่เสมอ และเราทุกคนมีความเชื่อมั่นว่าทหารนาวิกโยธิน จะมีคุณค่าอย่างสูงต่อประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ

      ความเป็นมาของเพลง “ ราชนาวิกโยธิน” ยังมีต่อไปอีก เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา ระหว่าง ๑๔ มิถุนายน ถึง ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๐๓ ในวันที่ปรานาธิบดีไอเซนเฮาว์ถวายพระกระยาหารค่ำ ณ ทำเนียบประธานาธิบดีนั้น วงดุริยางค์ United States Marine Band Orchestra ซึ่งเป็นดุริยางค์ประจำตัวประธานาธิบดี ได้บรรเลงเพลงราชนาวิกโยธินถวาย พร้อมกับจัดทำเป็นแผ่นเสียง Long Play หน้าหนึ่งบรรเลงโดย United States Marine Band Orchestra อีกหน้าหนึ่งบรรเลงโดย United States Marine Band ใส่อัลบั้มอย่างสวยงามนำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายในโอกาสนั้นด้วยจ และยังได้ส่งมาให้ที่กรมนาวิกโยธิน และผมอีกด้วย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปประเทศออสเตรีย เมื่อปี ๒๕๐๗ หนังสือพิมพ์ทั้งไทยและอังกฤษก็ได้ลงข่าวการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ โดยวงดนตรีที่มีชื่อเสียงของประเทศนั้นถวาย ณ คอนเสิร์ตฮอลล์ แห่งชาติ โดยเฉพาะได้กล่าวสดุดีเป็นพิเศษแก่เพลงราชนาวิกโยธิน

     ส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ของเพลงนี้ก็คือเนื้อร้อง ซึ่งเป็นความตั้งใจของเราที่ต้องการจะให้เพลงนี้เป็นเพลงอมตะ เพราะทำนองนั้นพิสูจน์ตัวเองดีอยู่แล้ว การหาเนื้อร้องจึงต้องทำเพื่อส่งเสริมทำนอง หรืออย่างน้อยก็จะรักษาคุณค่าไม่ให้ตกต่ำลง ยิ่งกว่านั้นความหมายก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเหตุนี้ เราจึงคอยเนื้อร้องกันมาเป็นเวลาแรมปี อย่างไรก็ตามในเย็นวันศุกร์หนึ่ง กลางเดือน กรกฎาคม ๒๕๐๗ พวกเราได้มีโอกาสเข้าไปร้องด้วยเนื้อเพลง ที่คิดว่าดีแล้วถวายและออกอากาศจากสถานี วิทยุ อส.ในพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพอพระราชหฤทัย แต่รับสั่งว่า พระองค์ไม่ทรงสันทัดในการใส่คำ ฉะนั้น จึงปล่อยให้เป็นเนื้อร้องของพวกเราและให้หารือกัน ถ้ายังไม่พอใจก็ค่อย ๆ คิดแก้ไข และพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้นำไปร้องเป็นการชั่วคราวได้ซึ่งหลังจากนั้นทางกรมนาวิกโยธินก็ให้ทหารร้องเป็นการชั่วคราวไปก่อน และได้นำออกอากาศครั้งหนึ่งทางวิทยุโทรทัศน์ ช่อง ๗ ในรายการเสนา ปริทัศน์ และเมื่อปลายเดือน เมษายน ๒๕๐๘ นี้ ณ พระราชวังไกลกังวล อันเป็นที่กำเนิดของเพลงราชนาวิกโยธิน ภายใต้การนำของ พล.ร.ท.ม.จ.กาฬวรรณดิศ ดิศกุล สมุหราชองครักษ์ ผู้ทรงเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมนาวิกโยธินมาแล้ว และยังทรงมีความรู้สึกเป็นทหารนาวิกโยธินอยู่ตลอดมา พร้อมด้วยพวก Vikings ซึ่งนำเรือใบข้ามอ่าวมาจากสัตหีบก็ได้ร้องเพลง “ ราชนาวิกโยธิน” ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถเป็นวาระแรกภายหลังที่มีพระราชกระแสร์รับสั่งเมื่อ ๖ ปีเต็มที่ผ่านมา

     ผมได้กล่าวแล้วว่าเพลงนี้ยังไม่สมบูรณ์ และความเป็นมาก็จะดำเนินต่อไปอีก แต่สำหรับเนื้อร้องนั้น ผู้ร่วมกันจัดเค้าโครงครั้งแรกด้วยความอุตสาหพยายาม เป็นอย่างยิ่งก็คือ ร.อ.จตุรงค์ พันธุ์คงชื่น และ ร.อ.สุมิตร ชื่นมนุษญ์ ต่อมาได้ตกแต่ง ขัดเกลา แก้ไข เปลี่ยนแปลง โดยท่านต่าง ๆ เท่าที่ดำเนินการมาแล้วก็มี คุณแมนรัตน์ ม.ล.ประพันธ์ สนิทวงศ์ ม.ล.มณีรัตน์ บุนนาค พล.ร.ต.จวบ หงสกุล และ น.ท.ปรีชา ดิษยะนันท์

พล.ร.ต.สนอง นิสาลักษณ์
๒๒ ก.ค.๐๘